เทศน์พระ

เป่าสาก

๑๒ ต.ค. ๒๕๕๘

 

เป่าสาก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจนะ อีก ๑๕ วันเนาะ ปักษ์นี้อีก ๑๕ วันออกพรรษาแล้ว ออกพรรษาเห็นไหม เราตั้งใจมาบวช ตั้งใจมาบวช เวลาเราบวชเรามีศรัทธามีความเชื่อ แล้วเราจินตนาการไง ว่าธรรมะ สัจธรรม เราอยากสัมผัส นี่เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เราศึกษามานี่ทุกคนก็อยากได้สัมผัส อยากได้รู้ ถ้าใครได้สัมผัสนะ เวลาคนที่อยู่ทางโลกแล้วฝึกหัดปฏิบัติ พอจิตมันสงบมันมหัศจรรย์ มหัศจรรย์

แล้วพอมหัศจรรย์ขึ้นมานะ มันก็เหมือนสามล้อถูกหวย สามล้อถูกหวย สามล้อในชีวิตของเขานี่ทุกข์ลำบากแสนเข็ญ เวลาเขาถูกหวยขึ้นมาเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของเขา เขาไม่รู้จักถนอมรักษา เพราะเขาไม่ได้หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เขาไม่ได้หามาด้วยลำแข้งของเขา ถ้าเขาหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงลำแข้งของเขา เขาจะเห็นคุณค่าของเงินนะ เงินนี้หามาแสนทุกข์แสนยาก กว่าจะรู้จักเก็บจักรักษา นี่ไง กว่าเขาจะได้มา ไอ้สามล้อถูกหวย เห็นไหม

ชีวิตเราเกิดมานี่มันก็มนุษย์เหมือนกันนี่แหละ แต่ในวิชาชีพของเรานี่ เราต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทั้งวันๆ หาเงินมาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เวลามันไปถูกหวยได้รางวัลมา นี่สามล้อถูกหวยไง ไม่รู้จักเก็บไม่รู้จักรักษา ไม่รู้จักต่อยอด เงินทุนอันนี้มันควรจะเป็นเงินทุนของเรา แล้วควรจะต่อยอด เปลี่ยนอาชีพ มีอาชีพอย่างอื่นที่ดีขึ้น มีอาชีพอย่างอื่นที่สุขสบายกว่านี้ ถ้ารู้จักรักษา แต่ด้วย เห็นไหม สามล้อถูกหวย ถูกขึ้นมาฉลองๆๆ เกลี้ยง! ไม่เหลือ

นี่ไง เพราะตัวเองอยากสุขอยากสบายไง เพราะอะไร? เรามาด้วยไม่ใช่รากฐานของเราไง ถ้ามาด้วยรากฐานของเรา เราหาเงินหาทองมานี่เรามีคุณค่าทั้งนั้น เงินทองหามาด้วยกระเหม็ดกระแหม่ แล้วเก็บหอมรอมริบ ได้ห้าได้สิบมาก็เก็บรักษาไว้ รักษาไว้เพื่อประโยชน์กับเรา ถ้าประโยชน์กับเรา นี่มันมีคุณค่า ไม่ใช่สามล้อถูกหวย

ฉะนั้น เวลาเราทุกข์เรายากมาทางโลก เห็นไหม เราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราไปทำของเราขึ้นมา ถ้าจิตสงบนี่มันตื่นเต้นมหัศจรรย์มาก มหัศจรรย์ พอมหัศจรรย์ขึ้นมาก็ว่าเรามีโอกาส เรามีวาสนา เราจะทำได้

แต่เวลาเราบวชมาแล้วไง เวลามาบวชพระ พอบวชขึ้นมานี่เรามีโอกาสบวชพระ เห็นไหม สมณะมีเวลา ๒๔ ชั่วโมง ทางของฆราวาสทางคับแคบ เขาต้องทำมาหากิน เขาต้องทุกข์ยากของเขา ถ้าเป็นสามล้อก็ต้องถีบสามล้อส่งผู้โดยสาร จนตกเย็นแล้วหรือเราเลิกจากงานแล้วเราค่อยมาประพฤติปฏิบัติ

เรามาบวชพระ บวชพระขึ้นมาเป็นสมณะ เป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เช้าขึ้นมาหาเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง บิณฑบาตมาเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพเสร็จแล้ว ทำภัตกิจเสร็จแล้วเข้าสู่โคนไม้ เข้าสู่เรือนว่าง เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา เวลาของเรานะ ออกพรรษาแล้วนี่ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ออกพรรษาแล้วจะเสียดาย

แต่ในปัจจุบันนี้อยู่กับมัน เวลาปัจจุบันนี้เป็นเวลาของเรา เป็นเวลาของเรานี้เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา เห็นไหมเขาให้โอกาส ถ้าเป็นข้าราชการเขาก็ให้บวช ถ้าเป็นพ่อแม่ๆ ก็อยากให้ลูกบวช ทุกคนอยากให้ลูกบวชทั้งนั้น เขาให้โอกาสๆ

แล้วโอกาสของเราตั้งแต่วันเข้าพรรษามานี่จนจะออกพรรษา ถ้าออกพรรษาแล้วเราก็ต้องสึกหาลาเพศไปเพื่อไปประกอบอาชีพของเรา ถ้าประกอบอาชีพของเรา เราได้สิ่งใดมันเป็นประโยชน์กับเราบ้างล่ะ ถ้าเราเป็นประโยชน์กับเราแล้ว แต่สติปัญญาปัจจุบันนี้ไม่ต้องไปห่วงข้างหน้า ข้างหน้าได้สึกแน่นอน นาฬิกามันเดินไป วันเวลามันเดินไปแน่นอน

นี่ก็เหมือนกัน วันคืนล่วงไปๆ มันต้องถึงวันนั้นแน่นอน แต่ในปัจจุบันนี้ ในปัจจุบันนี้เราต้องมีสติปัญญาของเรา รักษาของเรา เห็นไหม นี่ถ้าเป็นสามล้อถูกหวย เขาถูกหวยมาเขายังได้รางวัลนะ ไอ้เรานี่มันได้รางวัลไหม? ถ้าเป็นฆราวาส เห็นไหม เป็นฆราวาสเราฝึกหัดของเรา เราปฏิบัติของเราให้จิตเรามันสงบบ้าง เรามีศรัทธาความเชื่อของเรา เรามีเป้าหมายของเรา

เราบวชมาแล้ว บวชมาแล้วเรามีโอกาสมาก โอกาสมาก บวชมา เห็นไหม บวชมาในวัดปฏิบัติด้วย วัดปฏิบัติ เห็นไหม ๒๔ ชั่วโมงจริงๆ เพราะอะไร? เพราะว่าในพระไตรปิฎกบอกแล้ว เวลาของสมณะ ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง พระป่าเราพระกรรมฐานเราก็พยายามทำตรงนี้ ถึงจะไม่มีการศึกษา ไม่มีการเล่าเรียน การเล่าเรียนทางโลก เห็นไหม การเล่าเรียนทางธรรมะ การเล่าเรียนๆ มาเพื่อประพฤติปฏิบัติ การเล่าเรียนมาขนาดไหนก็เรียนมาปฏิบัติ ยิ่งเรียนก็ยิ่งงง เขาเรียนมาให้ประพฤติปฏิบัติ เรียนมาแล้วปิดตำราไว้ วางไว้ แล้วเรามาประพฤติปฏิบัติของเรา

ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติของเรา เราบวชมา เราไม่ได้บวชมาเป่าสาก บวชมาไม่ทำอะไรเลย บวชมาก็เป็นพระอรหันต์ เห็นไหม ดูสิ เวลาหลวงตาท่านเทศน์ออกจากโบสถ์มานี่ได้พระครูแล้ว ออกจากโบสถ์มานี่ได้สมณศักดิ์แล้ว บวชมาอะไร? เราบวชมาเพื่อศึกษา ไม่ใช่บวชมาเป่าสาก เวลาเป่าสาก เห็นไหม ดูสาก เวลาเป่าสากเขาเป่าสากเป็นเทคนิคของเขา แต่สากนี่เขาเอาไว้ตำน้ำพริก เขาเอาไว้ทำประโยชน์ได้ รู้จักใช้จักสอยมันเป็นประโยชน์ทั้งนั้น

เราไม่ได้บวชมาเป่าสาก มาเป่าสากมันไม่มีเสียงไง มันทำยังไงก็ได้ไง มันเป็นกิริยาเฉยๆ ไง อวดเขาไปเรื่อยๆ ไง มันมีความจริงขึ้นมาได้ยังไง ถ้ามีความจริงขึ้นมา เราไม่ได้บวชมาเป่าสากนะ เราบวชมาจริงๆ บวชมาจริงๆ จริงตามสมมุติ เป็นฆราวาสมาบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่มา ถ้ายกเข้าหมู่มาแล้วนี่เราได้ประกาศตนว่าเป็นสมณะ เป็นสมณะ เห็นไหม เป็นสมมุติสงฆ์ ถ้าสมมุติสงฆ์นี่เราพยายามประพฤติปฏิบัติของเรา

โลก เห็นไหม ดูโลกสิ เขาทุกข์เขายากของเขา เวลาทำมาหากินเขาทุกข์เขายากของเขา ทุกข์ยากของเขาปากกัดตีนถีบขึ้นไปเพื่อดำรงชีวิตของเขา มีแต่ความทุกข์ความยากบีบคั้นในหัวใจของเรา ในหัวใจของเขา

เรามาบวชเป็นพระ เราเป็นนักรบ นักรบรบกับกิเลส เห็นไหม สังคมจะทุกข์จนเข็ญใจขนาดไหน มันไม่มีคนแล้งน้ำใจถึงกับไม่ใส่บาตรให้พระฉันหรอก ถ้าใส่บาตรให้พระฉัน พระถ้ามีข้าวตกบาตรนี่มันพอแล้ว

เวลาสังคมที่มันอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ลาภสักการะนี่มากมายมหาศาล ทำให้คนเคยชินไปกับมัน เวลาสังคมเขาทุกข์เขายากของเขา เขาฝืดเคืองขึ้นมา เวลาเขามาทำบุญกุศลของเขา เราก็บอกว่า “ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ทำไมเขาไม่ศรัทธาเราเลย ทำไมเขาไม่...”

เขาทุกข์ยากจนไม่มีจะกินกันอยู่แล้ว เราอ่ะ! เราอ่ะ! เราแค่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง นี่ไง ก็พระกรรมฐานไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องมันไปไหนก็ไปได้ ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง ไม่เห็นแก่ลาภสักการะนะ อยู่สุขสบายไง เห็นแก่ลาภสักการะนะ

บวชมาทำไม? บวชมาเป่าสากเหรอ บวชมาไม่ทำสิ่งอะไรเป็นประโยชน์กับตัวเองเลย ไม่ต้องทำเป็นประโยชน์กับหมู่คณะหรอก ทำประโยชน์กับหมู่คณะนะ “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” คนดี เห็นไหม บวชเป็นพระขึ้นมาก็ต้องกตัญญูกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีพุทธศาสนามาไว้ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้เข้ามาเราหลบร้อน ให้เข้ามาบวช เข้ามาใช้ชีวิตเป็นสมณะเพื่อจะประพฤติปฏิบัติ มีโอกาสทั้งชีวิตเลย

ถ้าจิตใจมันไม่เห่อเหิม จิตใจมันไม่บ้าบอคอแตกแล้วนี่ ชีวิตอย่างนี้มันพออยู่พอกินแล้ว ถ้าพออยู่พอกิน พออยู่กันด้วยปัจจัย ๔ ไง ปัจจัย ๔ นี้มันมีของมันอยู่แล้ว มันไม่ทุกข์ยากอย่างนั้น แต่ไอ้ด้วยความเห่อเหิมไง ด้วยความเห่อเหิมก็บอกอันนั้นไม่พอกิน นี่ไม่สมใจ นี่ไม่สมความปรารถนา เห่อเหิมทะเยอทะยาน แล้วพอเห่อเหิมทะเยอทะยานขึ้นมามันก็บีบคั้นหัวใจ มันมีอะไรเป็นประโยชน์กับเราบ้างล่ะ? มันมีประโยชน์กับอะไร

ถ้ามันมีประโยชน์ เห็นไหม เลือกวัด มาบวชวัดกรรมฐาน ถ้าวัดกรรมฐาน เห็นไหม ๒๔ ชั่วโมงเขาเปิดโอกาสให้ตลอดเวลาเลย ต้องการตรงนี้ ต้องการสมณะ ต้องการสัจจะความจริง ให้หัวใจอันนั้นมันได้สัมผัส ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ เกิดจากใจของคนทั้งนั้น สิ่งที่ประเพณีวัฒนธรรมที่ทางโลกเขามีกันอยู่มันมาจากไหน มันตกผลึกเข้ามาในใจของคน วัฒนธรรมประเพณี เห็นไหม

ดูสิ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ส่งต่อกันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา แล้วถึงเวลาแล้วนี่ เขาฟื้นฟูของเขา ถึงเวลานักขัตฤกษ์ เวลาประเพณีวัฒนธรรม ใครมีความสามารถอย่างใด ใครมีความสามารถยังไง ช่วยกันทำให้ประเพณีนั้นๆ สมบูรณ์ขึ้นมา แล้วถึงเวลาดูแล้วมันก็เป็นความมหัศจรรย์ แล้วมันมาจากไหน มันก็มาจากความรู้ของคน แล้วความรู้ของคนมันมาจากไหนถ้ามันไม่มีหัวใจ ถ้าหัวใจที่มันมีความรู้ขึ้นมานี่ ถ้ามันไม่ฝึกฝนมันจะมีความรู้ขึ้นมาได้ยังไง

ดูสิ ผู้เฒ่าผู้แก่เขาจะเอาเด็กมาฝึกหัดไว้ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับเขาให้มันไปอยู่กับเขา เขาทำเพื่อประโยชน์กับเขาทั้งนั้น ขนาดประเพณีวัฒนธรรมทางโลกเขายังมีของเขา แล้วนี่เราเป็นพระ เราเป็นพระ เห็นไหม ดูสิ เรามาต่อสู้กับกิเลส กิเลสมันคืออะไร? กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันอยู่ในหัวใจ แล้วก็คล้อยตามมันไปไง บวชมาเป่าสาก! ไม่ได้บวชมาศึกษา ไม่ได้บวชมาประพฤติปฏิบัติ บวชมามันจะเป็นจริงๆ ขึ้นมา ให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม ตัวตนของเรานี่แหละ ถ้าคนมันดีนะ เวลาเราเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาถ้าจิตใจมันสงบนะ มันระลึกถึงบุญถึงคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเคารพบูชา มันเคารพบูชา มันออกจากหัวใจไง นี่ ใครรักษาสิ่งนี้ไว้ ใครรักษาสิ่งนี้ไว้สืบต่อๆ กันมา นี่ใครรักษาไว้ ใครรักษาไว้มันเคารพมันบูชา มันบูชาขึ้นมาแล้วนี่ พอบูชาขึ้นมามันก็ไม่งอมืองอตีน ไม่งอมืองอเท้า

สิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับหมู่คณะ สิ่งใดที่เป็นข้อปฏิบัติมันขวนขวาย มันขวนขวาย มันอยากทำ มันอยากทำขึ้นมา อยากทำขึ้นมาเพื่ออะไร? อยากทำขึ้นมาเพื่อให้มั่นคงไง ที่ว่า ดูสิ เวลาเขาสร้างบ้านสร้างเรือน นั่งร้านที่มั่นคงขึ้นมา เขาสร้างอะไรขึ้นมามันก็มั่นคงของเขา เพราะนั่งร้านมันแข็งแรง ถ้านั่งร้านมันไม่แข็งแรงขึ้นไปนี่เสี่ยงภัยทั้งนั้น

ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาศีลธรรมนี่มันคือความมั่นคง ถ้ามันมั่นคงของมัน เห็นไหม เรามีสติมีปัญญาช่วยกันรักษา ช่วยกันทำขึ้นมาให้มันมั่นคง นี่ไง ข้อวัตรของเรา นี่มันมั่นคงๆ ที่ไหน เห็นไหม ไปวัดๆ ไปวัดเขาให้ดูสามเณรน้อย สามเณรน้อยถ้ามันมีวินัยของมัน มันมีหลักเกณฑ์ของมัน สามเณรน้อยไม่ใช่มีหนังหุ้มกระดูก เห็นไหม แสดงว่าหมู่สงฆ์นี้ไม่ทอดธุระ ดูแลกัน

เวลาครูบาอาจารย์ท่านไปเยี่ยมสำนัก ท่านเข้าห้องส้วมห้องน้ำเลย เข้าไปดูเลย ถ้าพระที่มันมีข้อวัตรของมัน มันต้องดูแลรักษาของมัน ถ้าไม่ดูแลรักษา เห็นไหม วัจกุฎีวัตร มันเป็นข้อวัตร มันกิจของสงฆ์ นี่ก็กิจของสงฆ์ กิจของสงฆ์คือการดูแลรักษา กวาดลานเจดีย์ สิ่งต่างๆ ภายในวัดนั้น นั่นกิจของสงฆ์เลย

ถ้ากิจของสงฆ์นะ กิจของสงฆ์เสร็จจากภายนอก เห็นไหม แล้วภายในล่ะ? ถ้ามันเป็นภายในมันจะย้อนกลับมาจากภายในเลย เพราะอะไร? เพราะเราทำแล้วเราได้ผลของเรา ถ้ามันได้ผลของเรานะมันแสดงออกอย่างนั้น ถ้าบวชแล้วเป่าสากมันไม่เอาอะไรเลย หันรีหันขวาง ขวางเขาไปหมด ใครทำอะไรก็ไม่ใช่ธุระของฉัน ธุระของคนโน้น ธุระของคนนี้ ต่างคนต่างทอดธุระ ต่างคนต่างไม่ดูแล ต่างคนต่างทอดธุระ แล้วไอ้คนที่ดูแล ไอ้คนที่แบกหาม มันก็ต้องแบกหามของมันทั้งนั้น เพราะว่า เพราะมันเกิดจากเจตนาของเขา มันเกิดจากน้ำใจของเขา มันเกิดจากน้ำใจนะ เพื่อน้ำใจของเขา เขาทำเพื่อกตัญญูกตเวที

ถ้าไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ บิณฑบาตใครเขาจะใส่บาตร กฎหมายบอกว่าห้ามขอทาน ขอทานนี่กรมประชาสงเคราะห์เขาจับเลย จับไปเพื่อไปฝึกฝนวิชาชีพ ให้มีอาชีพ นี่กฎหมาย กฎหมายประเทศที่เจริญแล้วกฎหมายห้ามขอทาน ถ้าจะเป็นวณิพกจะเปิดหมวกก็ต้องมีวิชาชีพ จะทำอะไรต้องมีวิชาชีพทั้งนั้น

แล้วทำไมเขาให้พระ เขาให้พระบิณฑบาต บิณฑบาตภิกขาจาร ไม่ใช่ขอทาน เพราะมันมีศีลมีธรรม เพราะธรรมวินัยบังคับไว้ว่าพระห้ามมีอาชีพ เราไม่มีอาชีพไปแข่งขันกับโลกไง เราจะมีอาชีพอะไรไปแข่งขันกับเขา เขาทำอาชีพกันอยู่ เขานุ่งกางเกง แล้วเราเป็นพระ เราจะไปทำอาชีพอะไรแข่งกับเขา

แต่ตอนนี้ เห็นไหม อาชีพขายเหรียญไง อาชีพขายของขลังไง ไปค้าขายแข่งกับโลกเขา แต่เราบวชเป็นพระ เห็นไหม พระ พระผู้ประเสริฐ ถ้าประเสริฐนะ เราบวชมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้บวชมา... เห็นไหม บวชมาทางเขา เวลาทางเขามีอาชีพ อาชีพซื้อขาย แล้วตัวเองก็รู้อยู่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามไว้ ก็บอกว่าเป็นการเช่า เป็นการเช่า ที่นี่ไม่มีการซื้อขาย เป็นการเช่าบูชา มันจะเอามันก็ยังหลีกเลี่ยง ๒ ชั้น ๓ ชั้น นี่กิเลส

แต่ถ้าเราเป็นจริง เราบวชมาเห็นไหม แม้แต่ทางโลกเขาบวชมาเขาก็ต้องมีวิชาชีพของเขา กฎหมายห้ามขอทาน แล้วขอทานนี้จับหมด แล้วยิ่งขอทานขึ้นมานี่ มีความเมตตาสงสารขึ้นมานี่ ลักเด็กมานี่ทำให้มันพิการขึ้นมาเพื่อจะเอามาขอทานกัน แล้วบวชพระมา เห็นไหม นุ่งผ้าห่มผ้าเศร้าหมอง ให้ผ้าขาดๆ ปะชุนขึ้นมา ทำว่าขาดแคลน จะให้เขามา... ไอ้มหาโจร! มหาโจรทั้งนั้น เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพ

ดูสิ เวลาหลวงตาท่านไปธุดงค์ หาบ้านน้อยๆ ๒ หลัง ๓ หลังก็พอ ถ้าบ้านหลังใหญ่ขึ้นไป เราไปแล้วนี่เขาจะมากวนไง นี่เขาจะมากวน แต่พวกเป่าสากนี่มันอยากให้เขามากวน เวลาธุดงค์ไปก็มีตะกรุดมีของขลังไป จะให้เขามาล้อมหน้าล้อมหลัง กลดปักที่ไหนนี่คนล้อมเต็มเลย แต่กรรมฐานเราไม่ใช่ทำอย่างนั้น กรรมฐานเรานี่เข้าป่าเข้าเขาไป เพราะเราต้องการความสงัด ต้องการวิเวก ต้องการรักษาหัวใจของเรา

เราบวชมาแล้ว บวชมาแล้วศึกษา ศึกษานี่ศึกษาจากอุปัชฌาย์อาจารย์มา เห็นไหม เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อนุโลม ปฏิโลม พิจารณาของเราขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบเข้ามาแล้วนี่ เรายิ่งต้องการที่สงัดที่วิเวกขึ้นมา ถ้าที่สงัดที่วิเวก เราเข้าป่าเข้าเขาไปเพื่อรักษาหัวใจของเรา จะดูแลหัวใจของเรา เราไม่ต้องการคลุกคลีอย่างนั้น

ถ้ามันบวชมาเพื่อศึกษานี่มันจะศึกษายังไง ศึกษาจากครูบาอาจารย์มา ถ้าศึกษาจากครูบาอาจารย์มา เห็นไหม ออกธุดงค์ ถ้าเรายังไม่เข้มแข็งพอเราก็ไปเป็นหมู่คณะ เพื่อประสบการณ์ของเรา ถ้าประสบการณ์ของเรา ถ้าเรามีประสบการณ์ของเราแล้วเราจะหาที่วิเวกของเรา

ถ้าอยู่วัดอยู่วา เห็นไหม อยู่วัดอยู่วาเรามีข้อวัตรของเรา ถึงเวลาเราทำข้อวัตรเรามาทำร่วมกัน แต่เวลาเสร็จแล้วต่างคนต่างแยกย้ายไปเพื่อหาความสงบสงัด เราจะไม่ไปกวนกัน เราจะไม่ไปวุ่นวายกับใคร ถ้าจิตใจมันเป็นพระจริงๆ นะ มันไม่บวชมาเป่าสากนะ เป่าสากนี่มันเป่าสากแล้วมันไม่เป็นประโยชน์ แล้วมันยังไปกีดขวางเขา แล้วยังไปทำลายเขา แล้วยังไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกต่างหาก

แต่เขาบวชมาเขาต้องการเวลา ๒๔ ชั่งโมงของเขา เขาต้องการประพฤติปฏิบัติของเขา เขาต้องการเราก็ต้องการ ถ้าเราต้องการเราก็ทำของเราสิ ทำไมใจมันแห้งแล้งจนจะไม่มีหลักเกณฑ์ขนาดนั้น จนเราต้องไปกวนคนอื่นเขาอยู่ขนาดนั้น ถ้าคนอื่นเขาทำความจริงของเขา

ศึกษามาศึกษามาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ถ้าประพฤติปฏิบัติแล้วต้องให้เป็นความเป็นจริง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมานี่ สากมันก็มีประโยชน์ มันเป็นอาวุธก็ได้ มันทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น จะพลิกแพลงใช้ประโยชน์ได้หมดเลยล่ะ คนเราถ้ามันมีสติมีปัญญานะ เครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ นี่มันพลิกแพลงเป็นประโยชน์ไปหมด

เราธุดงค์ไปในป่า เห็นไหม เรามีอะไร บริขาร ๘ ให้มันอยู่ในป่าได้ ดูสิ เขาจะต้มน้ำนะ เขาเอาไม้ไผ่ขึ้นมานะ เขาหลามน้ำมาให้ฉันได้ เขาหุงหาอาหารได้โดยใช้ไผ่ใช้สิ่งที่เป็นธรรมชาติในป่า ทำได้สบายๆ ทำได้ทั้งนั้น บาตรนี่ใช้ประโยชน์ได้หลายๆ อย่างทั้งนั้น ถ้าใช้ประโยชน์ เราพลิกแพลงใช้ประโยชน์ได้หมดเลยถ้าคนมันมีปัญญา มันไม่ได้บวชมาเป่าสาก บวชมานี่ สิ่งนี้มีบริขาร ๘ เอาไว้อวดว่าฉันเป็นพระ แล้วฉันเป็นพระกรรมฐานเสียด้วย เอาไว้อวดไว้ข่มขี่คนอื่น ว่าฉันดีกว่า ฉันเป็นกรรมฐาน ของเธอไม่ใช่กรรมฐาน ของเธอบวชแล้วนี่เห็นแก่ลาภสักการะ ของฉันไม่เห็น ของฉันนี่เห็นแต่ธรรมวินัย เห็นแก่ธรรมวินัย เห็นแก่ธรรมวินัยจริงเหรอ ถ้าเห็นแก่ธรรมวินัยจริงสูงสุดสู่สามัญ

หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราท่านทำเหมือนพระธรรมดานี่ พระที่เป็นพระเรานี่ ไม่มีอะไรจุดเด่น ไม่มีอะไรจุดขาย ไม่มีอะไร จะไปไหนนี่ แหม ต้องถือพัดขนนกยูงอย่างนั้น จะไปไหนต้องมีสิ่งประดับไปอย่างนั้น นั่นมันคืออะไร? เขาบวชมาเพื่อสละ เขาบวชมาเพื่อละ เขาไม่ได้บวชมาเพื่อ... บวชมาทั้งทีมาอยากได้พัดขนนกยูง อยากได้หนังเสือเอาไว้นั่ง มันบ้า! นี่ไง แล้วนี่สิ่งนั้นมันเป็นวัตถุภายนอก มันเป็นวัตถุภายนอก ถ้าหัวใจมันเข้มแข็ง หัวใจมันสูงส่ง หัวใจมันมีคุณธรรมนะ พระธรรมดานี่ พระเหมือนพระเรานี่ แต่พวกเราเคารพบูชามาก นี่อยู่เหมือนกัน ทำเหมือนกัน

สุดท้ายแล้ว ดูสิ เวลาหลวงตาท่านบอกท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น หัววัดท้ายวัด มหา มหาทั้งนั้น แบกรับหมู่คณะไว้หมดเลย เพราะอะไร? เพราะด้วยความเคารพหลวงปู่มั่น ไม่ต้องการให้ใครไปกระทบกระเทือนท่าน มีสิ่งใดท่านจัดการเลย ท่านจัดการเลย ท่านจัดการเลยเพราะต้องการให้หลวงปู่มั่นอยู่สุขสบาย ให้หลวงปู่มั่นท่านอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข อย่าให้อะไรไปกวนใจท่าน

ทั้งๆ ที่ว่าถึงเวลาแล้วนี่ท่านอยู่ในกุฏิของท่าน เวลาท่านเล็งญาณของท่าน ท่านก็ดูรู้ ท่านก็ดูแลรักษา ท่านก็ปกป้องของท่านนั่นแหละ เพราะว่าท่านมีคุณธรรมในหัวใจของท่าน แต่ร่างกายคนเรามันชราภาพไปเป็นเรื่องธรรมดานะ คนเรามันไม่มองตรงนี้ไง มันมองว่าครูบาอาจารย์ของเราต้องเข้มแข็งเหมือนวัยรุ่นตลอดไปไง แต่คนมันไม่คิดถึงเวลาชราภาพขึ้นมาไง

ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปนิพพาน “อานนท์ เรากระหายเหลือเกิน ตักน้ำมาให้เราฉันเถิด” พระอานนท์นี่คร่ำครวญเลย “เกวียนมันเพิ่งผ่านไป น้ำมันยังขุ่นอยู่ ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปข้างหน้าเถิด ข้างหน้ายังมีลำธารที่ใสสะอาด”

“อานนท์ เรากระหายเหลือเกิน ตักมาให้เราฉันเถิด”

พระอานนท์ไปตักด้วยความขุ่นข้องหมองใจไง เพราะอยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดื่มน้ำที่มันใสสะอาด ไอ้นี่น้ำมันขุ่น แต่ด้วยวิบากกรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิบากกรรมของท่านไง แต่เวลาจะไปตักด้วยอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะที่พระอานนท์ตักตรงนั้นใสแจ๋ว ตักมาให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ใสแจ๋วเลย พระอานนท์กลับทึ่ง ทึ่งบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทั้งๆ ที่สอุปาทิเสสนิพพาน นี่เศษส่วนของกรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกท่านเป็นพ่อค้าโคต่าง ท่านเคยชักโคไปอย่างนั้น นี่เศษกรรมนั้นมันตามมา เศษกรรมๆ พอตักมาแล้วพระอานนท์ทึ่ง “สิ่งที่ไม่มีไม่เคยเป็นก็เป็นแล้วพระเจ้าค่า น้ำที่มันขุ่นๆ อยู่ เวลาข้าพเจ้าตักนี้ทำไมมันใสขึ้นมาเลยพระเจ้าค่า” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “เหตุที่มันเป็นอย่างนั้นเพราะว่าเราเคยเป็นพ่อค้าโคต่างมา”

แต่สิ่งที่มันใสอย่างนั้นเพราะอำนาจวาสนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ เห็นไหม ใสสะอาด ทั้งๆ ที่เวลาอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน ก็ยังละล้าละลัง ละล้าละลัง ทำอย่างนั้นไม่ได้ นี่ไง เวลาคนเรามันมีแก่มีเฒ่าไง

“อานนท์ ร่างกายเรานี้เปรียบเหมือนเกวียนที่ชราคร่ำคร่า มันจะพังอยู่แล้ว เกวียนที่มันเก่าแก่ มันใกล้จะพังอยู่แล้ว มันชราคร่ำคร่า เรากระหายเหลือเกิน”

ร่างกายของมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้นโดยธรรมชาติ แต่ด้วยหัวใจล่ะ หัวใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เทศน์ไปตลอดทางเลย จะไปนิพพาน นี่เทศน์สอนตลอดทาง

“อานนท์ เธอบอกเขานะ ถ้าเรานิพพานไปแล้ว นายจุนทะได้ถวายอาหารมื้อสุดท้าย ถ้าเรานิพพานไป คนที่เขาเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาก็จะบอกว่า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉันอาหารของนายจุนทะ อาหารเป็นพิษขึ้นมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงนิพพาน นายจุนทะจะเป็นจำเลยของโลก เธอบอกเขานะ ว่าบุญกุศลในพระพุทธศาสนาที่มันประเสริฐมีอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งเราฉันอาหารของสุชาดาแล้วเราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน”

เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน เห็นไหม กิเลส กิเลสมันสิ้นไป ทำลายกิเลสแต่ชีวิตยังมีอยู่ ยังดำรงชีพอยู่ แล้วนี่กิเลสสิ้นไป เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไง นี่สอุปาทิเสสนิพพาน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังดำรงชีพอยู่ แล้วสุดท้ายอีกคราวหนึ่ง “เราฉันอาหารของนายจุนทะ ถึงสิ้นสุดคืนนี้เราจะถึงขันธนิพพาน”

ภาราหเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์เป็นภาระ ขันธ์ ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับร่างกายนี่มันเป็นภาระ มันเป็นสมมุติ มันเกิดดับ วิมุตติ วิมุตติสุข เวลาฉันอาหารของนางสุชาดาเราสิ้นกิเลสไป สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเป็นภาระ มันเป็นสิ่งที่ดูแล เพราะมันเหลือเศษส่วนที่เหลือมา เหลือมาอีก ๔๕ ปี สิ่งที่เศษส่วนที่เหลือมา ถึงเวลาดับขันธ์ไปถึงซึ่งขันธนิพพาน ขันธ์ ความรู้สึกนึกคิดมันเป็นสมมุติ เพราะมันขาดมาตั้งแต่อนาคามี มันถึงที่สุดแล้วไปชำระภวาสวะภพที่ภวาสวะตัวปฏิสนธิจิต ทำลายหมดสิ้น หมดสิ้นไปแล้วนี่ แต่สิ่งที่เศษส่วน เศษส่วนเพราะอำนาจของการเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ อำนาจของการเกิดในภพชาตินั้น ถ้าในภพชาตินั้นอายุขัย ๘๐ ปี แต่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว มันจบแล้วนี่ แต่ร่างกายมันก็ชราคร่ำคร่า เห็นไหม ความชราคร่ำคร่า

“ร่างกายนี้เปรียบเหมือนเกวียน เกวียนที่ชราคร่ำคร่า มันใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่อยู่แล้วอานนท์ เรากระหายเหลือเกิน ตักน้ำมาให้เราฉันเถิด”

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เราคิดอย่างนั้นกันหรือไม่ เราคิดอย่างนั้น... ดูสิ เวลาหลวงปู่มั่นท่านอยู่ของท่าน หลวงตาท่านปกป้องดูแลไม่ให้อะไรไปกระทบกระเทือนท่าน ทั้งๆ ที่จิตใจของท่านไม่มีอะไรไปกระทบกระเทือนหรอก แต่ในเมื่อท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ

คำว่า “รับผิดชอบ” คนที่รับผิดชอบ มันรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้น อยู่ที่ไหนก็รับผิดชอบ ยังไงก็รับผิดชอบ เพราะว่าคนรับผิดชอบ ฉะนั้น หลวงตาท่านถึงดูแลให้ ท่านถึงเป็นผู้บริหารให้ ดูแลสิ่งนั้นไว้เพื่อให้ท่านอยู่สุขสบายของท่าน

ถ้ามันมีหัวใจ มันมีความรู้สึกนึกคิด มันมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ขวางเขาไปทั่ว ทำสิ่งใดไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย ประโยชน์กับเราต้องให้ได้ก่อน ประโยชน์กับเราก็ทำไม่ได้ แล้วประโยชน์ของคนอื่นก็ยังจะต้องบุบสลายต้องสั่นคลอนไปกับการกระทำของเรา นี่ไง มันไม่เป็นจริง ไม่เป็นจริงนี่

ถ้ามันเป็นจริงของเรา เห็นไหม นี่บวชมายังไงก็แล้วแต่ ผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องไป เราก็ขวนขวายของเรา ผู้ที่ต้องสึกหาลาเพศไปมันก็ต้องเป็นตามวาระหน้าที่ของเขา แต่เวลาสึกหาลาเพศไปนี่เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง เรามีประสบการณ์อะไรบ้าง นี่ ๓ เดือนนี่เราได้อะไรบ้าง ไอ้ที่บวชมานี่ ๕ พรรษา ๑๐ พรรษาขึ้นไปมันก็ได้มาสิบยี่สิบปีแล้ว เราก็จะปฏิบัติของเราไป ถ้าปฏิบัติของเราไป เรามีสติปัญญารักษาหัวใจของเราได้ การดำรงชีพดำรงชีพแบบสมณะ เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพของเรา เห็นไหม เลี้ยงชีพไว้เพื่อประพฤติปฏิบัติ เลี้ยงชีพไว้เพื่อค้นเพื่อขวนขวาย เพื่อขวนขวายให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชเอง เอหิภิกขุ นี่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์มาขอบวช “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด”

แต่ถ้าผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ จะมากจะน้อยยังไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ เห็นไหม “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด คือประพฤติปฏิบัติไปเพื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ เธอจงบวชมาเถิด เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วประพฤติปฏิบัติไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์”

แต่ผู้ที่สิ้นกิเลส “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด” นี่เอหิภิกขุ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ไง แล้วถึงที่สุดแล้วนี่มันก็บวชมาเป็นถึงรัตนตรัย เห็นไหม แล้วก็บวชมา บวชมาด้วยญัตติจตุตถกรรม นี่ไง นี้มันเป็นธรรมวินัยทั้งนั้น ถ้าธรรมวินัยบัญญัติไว้อย่างนั้น เราต้องเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำสิ่งใดก็ต้องเอานี้เป็นหลัก แล้วเราทำตามนั้นขึ้นมาให้เป็นความจริงของเราขึ้นมา

ศึกษา บวชมาแล้วศึกษา ศึกษาแล้วประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นความจริงของเราขึ้นมา อย่าปล่อยให้โอกาสนี้ล่วงไป วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ถ้าบัดนี้เราทำอะไรอยู่นะ เอ้า! ก็ทำข้อวัตรอยู่ไง บัดนี้ทำอะไรอยู่ ก็ทำข้อวัตรเสร็จแล้วทำอะไรต่อ

นี่ไง แล้วลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มันเข้าออกอยู่ตลอดทุกวินาที แล้วชีวิตของเรานี่มันมีตลอดอยู่ทุกวินาที ไม่มีสติสัมปชัญญะระลึกถึงตัวเองเลยเหรอ ไม่มีสติสัมปชัญญะรู้ถึงความรู้สึกของเราเลยเหรอ ความรู้สึกนี่จะปล่อยทิ้งให้กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำไปอยู่อย่างนี้ใช่ไหม ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะขึ้นมานี่ ความรู้สึกอันนี้มันจะมีคุณค่าที่สุด

เวลาโลกเขานี่ เขาแสวงหาปัจจัยเครื่องอาศัยกัน เขาแสวงหาเงินหาทองกัน ไอ้ของเรานี่ แสวงหาศีล สมาธิ ปัญญา แสวงหาคุณธรรมในหัวใจของเรา ถ้ามันมีคุณธรรมในหัวใจของเรานะ มีเพื่อคุณธรรมในหัวใจของเรา ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อคุณธรรมในหัวใจของเรา ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจของเรา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมานี่ มันจะชำระล้างกิเลส มันจะสำรอกคายกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

ถ้ามันสำรอกคายกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปมันเป็นอกุปปธรรม อกุปปธรรมอฐานะที่จะคลาดเคลื่อน อฐานะที่จะเปลี่ยนแปลง มันจะเป็นสัจธรรมจริงในหัวใจของเรา ถ้ามันเป็นสัจธรรมจริงในหัวใจของเรานี่มันมีวุฒิภาวะ มันมีองค์ความรู้ ถ้ามีองค์ความรู้นี่ มันจะองอาจกล้าหาญ

ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมัง เวลาสนทนาธรรมกัน เวลาพิสูจน์กันเขาพิสูจน์กันที่นี่ไง พิสูจน์กันที่ว่า ความเป็นจริงมันมีความเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าความเป็นจริง อย่างนั้นความเป็นจริงมันก็คือความเป็นจริงวันยังค่ำ พูดออกมามันก็มีความจริงออกมา เวลาไถ่ถามธรรมะข้อไหนมานี่ มันจะแจกแจงได้ทุกๆ ข้อ เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูด เพียงแต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจริงๆ นี่ ท่านมองเฉยๆ นะ มองเฉยๆ มองด้วยหางตาด้วย มันไม่มีอยู่จริง มันไม่เป็นความจริง แต่ถ้าเป็นความจริงๆ มันมีองค์ความรู้ มันมีความจริงอันนี้ มันองอาจกล้าหาญ องอาจกล้าหาญ เห็นไหม

ดูสิ มันปราบปรามกิเลสในหัวใจของเราแล้วนี่ มันจะมีอะไรในหัวใจของตัวต่อไป เพราะมันได้ปราบปรามกิเลสในหัวใจของตัว แล้ววิธีการปราบปราม ตบะธรรมนี่ ตบะธรรมมันจะเกิดขึ้นมาได้ยังไง ตบะธรรมจะเกิดขึ้นมาจากศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล! ศีล ศีละ ความมั่นคง แก่นของศีล ถ้าเป็นศีลแล้วประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ให้มันมีสมาธิขึ้นมาให้ได้ ว่าถือศีลๆ ถือศีลจนมันเกร็งไปหมดเลย ถือศีลจนว่าเอาศีลเป็นเป้าหมายเลย อันนั้นมันก็ไม่ถูกต้อง ถือศีลนี่ ศีลมันเป็นพื้นฐาน เห็นไหม พื้นฐานมันก้าวเนื่องไปมันก็เป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิขึ้นมานี่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันเกิดปัญญาขึ้นมามันจะมหัศจรรย์ พอมหัศจรรย์นี่ มันไม่ต้องพูดเลย

ดูเขาปั้นโอ่งสิ ก็เป็นดิน ดินเขาเอามานวด เห็นไหม นวดเป็นดิน ดินแล้วปั้นเป็นโอ่ง ปั้นเป็นโอ่งแล้วถ้าไม่ได้เผาแล้วมันก็ใช้อะไรไม่ได้หรอก เป็นดินอยู่อย่างนั้น เจอน้ำเจออะไรมันก็ร่วนหมด จากดินก็ปั้นเป็นโอ่ง ปั้นเป็นโอ่งแล้วก็เอาไปเผา เผาแล้วต้องเอามาตบแต่ง ถึงว่ามันจะเป็นโอ่งได้สมบูรณ์ไง

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจนี่ ศีล สมาธิ ปัญญา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ถ้ามีศีล เห็นไหม ศีลเป็นพื้นฐาน ศีลนั้นเป็นพื้นฐาน ศีละเป็นความมั่นคง ถ้าทำสมาธิขึ้นมาได้ เราจะปั้นแต่งของเราขึ้นมาแล้ว เพราะอะไร? เพราะเป็นสมาธิแล้วนี่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเป็นของมันไปเป็นชั้นๆ เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

ถ้าบวชมานะ บวชมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ บวชมาเพื่อศึกษา ศึกษาแล้วประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่บวชมาแล้วนี่เป่าสาก บวชมาเป่าสาก มันเคลมว่าเป็นไปแล้ว มันมีอยู่จริง เป็นจริง

สากเขาเอาไว้ตำน้ำพริก เขาเอาไว้ใช้เป็นอาวุธได้ คือมันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย ไม่มีสิ่งใดเป็นสมบัติตัวเองขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง ถ้ามีสมบัติตัวเองขึ้นมาสักชิ้น มันต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แล้วศีล สมาธิ ปัญญา นี่ไง ด้วยความภูมิใจว่าเป็นพระปฏิบัติไง ด้วยความภูมิใจว่าเราเป็นนักปฏิบัติไงถ้าเป็นนักปฏิบัติ

ศีล คำว่า ศีละ ความปกติ มันไม่มีอะไรเคลือบแคลงไปเลย แล้วทำสิ่งใดมันก็ถูกต้องดีงามไปหมด ถ้ามันผิดพลาด ผิดพลาดด้วยความไม่รู้ก็ปลงอาบัติซะ ถ้ามันถูกต้องดีงามขึ้นไปแล้ว ถ้าทำสมาธิมันไปได้ง่ายขึ้น มันไปได้ง่ายเพราะมันมีพื้นฐาน เห็นไหม การกระทำของเรานี่

ดูสิ ก้าวขึ้นบันได ถ้าไม่มีขั้นที่ ๑ มีแต่ขั้นที่ ๒ มันก็ต้องก้าวยาวๆ ต้องกระโดดขึ้น ถ้ามันมีขั้นที่ ๓ ขึ้นมานี่ขึ้นไม่ได้ บันไดมันมีแต่ราวบันได ไม่มีลูกบันไดเลยมันจะขึ้นยังไง

ศีล สมาธิ ปัญญา จิตใจมันจะก้าวขึ้นไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้ามันก้าวขึ้นมา เห็นไหมพัฒนาขึ้นมา ดูสิ ปั้นโอ่งๆ คนเป็นขึ้นมานี่ คนเขามีฝีมือเอาดินมาหมักไว้ก่อน พอมันได้ที่ขึ้นมาแล้วนี่ ดินได้ที่แล้วก็เอามานวด นวดเสร็จแล้วเขาถึงขึ้นรูปเป็นโอ่ง เป็นโอ่งเสร็จแล้วนี่ต้องตากให้มันแห้ง แห้งเสร็จเขียนลาย เขียนลายเสร็จแล้วก็ต้องเผา เผาจนมันได้ที่ เผาไม่ดีเสียอีก รั่ว ใช้ไม่ได้นี่ก็เหมือนกัน ยกขึ้นวิปัสสนาแล้วนี่ “โอ๊ย! ฉันมีปัญญา ฉันมีปัญญา” จะตายยังไม่รู้ตัว

ศีล สมาธิ ปัญญา มันต้องสมดุล ความไม่สมดุลมัคคะมันสามัคคีไม่ได้ มรรค ๘ ว่ามรรค ๘ มัคคะสามัคคี มันสามัคคียังไง งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ

ความชำนาญของคน เห็นไหม ดูความชำนาญของคน ช่างปั้นโอ่งนี่มันจะมือนี่ลูบปรู๊ด! ขึ้นมาเป็นโอ่งเลย ความชำนาญนี่รูดขึ้นมาได้เลย แล้วเราเป็นหรือเปล่า? เราทำได้จริงเหรอ? เอ้า! ก็บอกปั้นโอ่งก็ปั้นอย่างนี้ไง ก็บอกทฤษฏีได้หมด ทำอย่างนี้ๆ เลย ทำมาเจ๊งหมด ตั้งบริษัทโอ่งก็เจ๊งทันทีเลย เพราะไม่มีประสบการณ์ทำไม่ได้ แต่รู้นะ รู้ ทำให้ก็ได้ รู้หมด เห็นเขาทำ เห็นเขาทำๆ แต่ตัวเองทำไม่ได้ ถ้าทำได้ทำได้มันก็เป็นความจริงอย่างนี้ นี่ปฏิบัติต้องให้เป็นอย่างนี้

ด้วยความภูมิใจว่าเป็นพระปฏิบัติไง ด้วยความภูมิใจว่าเราจะเป็นพระปฏิบัติ พระปฏิบัติมันก็ต้องมีองค์ความรู้ มันต้องมีความจริง เห็นไหม บวชมาจริงๆ ประพฤติปฏิบัติจริงๆ ให้มันเป็นความจริงขึ้นมา อย่าบวชมาเป่าสาก! บวชมาต้องบวชมาศึกษา ศึกษาแล้วนี่ พอศึกษาแล้วนะ ถ้าจิตใจของคนที่มีคุณธรรมนะ มันเห็นน้ำใจกัน เห็นน้ำใจนะ

หลวงตาท่านพูดบ่อย เวลาท่านนั่งรถไปไหนนะ เห็นพระธุดงค์นี่ มันคิดถึงเราทุกที มันเห็นใจเขา เวลาเราธุดงค์ เวลาธุดงค์ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ กิเลสมันพองตัว จองหองพองขน มันก็ต้องกำราบกัน มันต้องกำราบมันอย่างนั้น ทุกข์ยาก

เราธุดงค์ไปนี่ เหงื่อไหลไคลย้อยนะ ทางก็ทางนะ ถ้าป่าครึ้มมันก็เย็นสบายดี ถ้ามันป่าโปร่งป่าโล่ง ถ้าเป็นทุ่ง ร้อนมาก ขึ้นเขาลงห้วยมันไปของมันนะ เดินไป พอภาวนาดีขึ้น พอเริ่มมีสติปัญญาขึ้น เดินไปก็มีสติปัญญาแล้ว การเดินไปนี้ก็เท่ากับเดินจงกรมไปเดินดูหัวใจไป แต่ใหม่ๆ ไป ไปธุดงค์ก็เพื่อธุดงค์ไง ธุดงค์ๆ แต่พอมีประสบการณ์ขึ้นมาแล้ว ธุดงค์แล้ว ธุดงค์ก็ธุดงค์ไปสิ แต่เราก็ภาวนาของเราไป เราก็ดูแลหัวใจของเราไป เหมือนกับเดินจงกรมไป

นี่ถ้ามันเป็นมันเริ่มไปได้ พอไปได้มันก็เริ่มเบาลง มันไม่ซีเรียสกับการเดินธุดงค์ เห็นไหม เราไปเพื่อดูแล เราไปเพื่อหาหัวใจของเรา ถ้ามันธุดงค์ ธุดงค์แล้วเวลามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา เวลาออกธุดงค์เราไปเห็นเขานี่เราสงสารทั้งนั้น แต่การสงสารขนาดไหน เขาต้องมีประสบการณ์เอง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนชี้ทางเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถเอาธรรมะเข้าไปในหัวใจของใครทั้งสิ้น แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนชี้ทาง เป็นคนบอกทาง แล้วให้คนที่ประพฤติปฏิบัติ แล้วเวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของคนนี่ มันเล่ห์เหลี่ยมร้อยสันพันคมทั้งนั้น

ถ้ามันเล่ห์เหลี่ยมร้อยสันพันคม เราจะสู้กับมันไง เราสู้กับเสือต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่สู้กับเสือด้วยมือเปล่าๆ ไปสู้กับเสือโดยที่ไม่มีอะไรเข้าไปเลยนี่แล้วเสือตะครุบเอาก็ไม่รู้ว่าตายแล้วนะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเคี้ยวกินหมดแล้ว ไม่รู้ว่าตายนะ สำคัญตนอยู่อย่างนั้น มันโดนกิเลสเคี้ยวกินไปแล้ว

แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาขึ้นมา เห็นไหม บวชมาเพื่อศึกษา ศึกษาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ศึกษาให้มันเป็นความจริงขึ้นมา อย่าบวชมาเป่าสาก เอวัง

ทา